What have we learned from Thai Asthma Guideline in Adults 2020?
: ตอนที่ 1 การวินิจฉัยโรคหืด

                    สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทยได้ออกแนวทางการวินิจฉัย และรักษาโรคหืดในประเทศไทย สำหรับผู้ใหญ่ พ.. 2563 ในบทความนี้เป็นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 8 ตอนซึ่งจะขอกล่าวถึง การวินิจฉัยโรคหืด โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลม (airway inflammation) ส่งผลให้เกิดการตีบของหลอดลมตามมา (bronchospasm) โดยผู้ป่วยมักมีประวัติหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น (bronchial hyperresponsiveness) ดังนั้นผู้ป่วยที่มีประวัติชวนสงสัยโรคหืดได้แก่ หายใจเสียงหวีด เหนื่อย ไอเรื้อรัง หรือแน่นหน้าอก อาการอาจแย่ลงช่วงกลางคืนหรือรุ่งเช้า อาการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์ หรือยาขยายหลอดลม อย่างไรก็ตามประวัติเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคหืดได้ และจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคอื่นที่อาจมีอาการคล้ายโรคหืดออกด้วยเช่น วัณโรค (tuberculosis) หลอดลมโป่งพอง (bronchiectasis) ปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ภาวะน้ำท่วมปอด (pulmonary edema) เป็นต้น การตรวจพบความผิดปกติของสมรรถภาพปอดด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคหืด

1. การตรวจด้วย peak flow meter เพื่อหา excessive peak expiratory flow rate (PEFR) variability ด้วยการวัด PEFR 2 ครั้ง/ วัน ติดต่อกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยใช้เกณฑ์วินิจฉัยเมื่อค่าที่วัดได้มี PEFR variability มากกว่าร้อยละ 10

2. การตรวจ spirometry หรือ peak flow meter แล้วพบว่าค่าสมรรถภาพปอดเพิ่มขึ้นหลังการรักษา 4 สัปดาห์โดยใช้เกณฑ์ FEV1 เพิ่ม 12% และ 200 มล. หรือ PFER > 20% เมื่อเทียบกับก่อนรักษา

3. การตรวจ spirometry with pre- and post- bronchodilator test แล้วพบว่า FEV1 เพิ่ม 12% และ 200 มล. หลังสูดพ่นด้วย Salbutamol ขนาด 200-400 ไมโครกรัมไปแล้ว 10-15 นาที

4. Methacholine challenge test โดยพบว่า FEV1 ลด 20% หลังกระตุ้นด้วย methacoline ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้หลอดลมตีบ พิจารณาส่งตรวจด้วยวิธีนี้เมื่อยังสงสัยโรคหืดแต่ตรวจด้วยวิธีที่ 1-3 แล้วไม่พบความผิดปกติ

5. Exercise challenge test โดยพบว่า FEV1 ลด 10% และ 200 มล. หลังการออกแรงเมื่อเทียบกับขณะพัก

                    โดยสรุปการวินิจฉัยโรคหืดสามารถใช้เกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งขึ้นกับบริบทของสถานพยาบาล ความพร้อมของเครื่องมือและบุคลากรหน้างาน ร่วมกับทำการตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกโรคอื่นที่ผู้ป่วยอาจมีอาการคล้ายโรคหืดร่วมด้วยเสมอ

ที่มา : แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคหืดในประเทศไทย-สำหรับผู้ใหญ่ฉบับปรับปรุง-พ.ศ.2563